
เกาะสิมิลัน - ตาชัย
สวรรค์ที่ไม่มี Room Service
บทความนี้เขียนเพื่อบันทึกทั้งเรื่องส่วนตัวและประวัติศาสตร์หน้าเล็กๆของหมู่เกาะสิมิลัน ที่ในอนาคต อาจถูกน้ำทะเลท่วม จนไม่เห็นเกาะอย่างที่เห็นในวันนี้อีกต่อไป
สงวนลิขสิทธิ์ภาพประกอบบทความ
_JPG.jpg)
_edited.jpg)
ดูเหมือนผมจะเกิดมาเพื่อดื่มชิมโลกนี้ การเลือกที่จะเป็นนักแต่งเพลง นำพาอิสระมาให้ผมแบบที่ไม่เคยคิดไว้ ว่าจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตและท่องเที่ยวพร้อมๆกับทำงานที่ตัวเองรักไป งาน แต่งคำร้องเพลง ทำให้ผมไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ทางดนตรีอะไรเลย มีแค่เทปหรือซีดีเดโมพร้อมเครื่องเล่นหูฟัง ผมก็หอบหิ้วเอาเพลงไปแต่งที่ไหนก็ได้ เข้าออฟฟิศแค่วันจันทร์กับวันพฤหัสตอนบ่ายเพื่ออัพเดทและส่งงาน มีประชุมอื่นๆนอกเหนือจากเรื่องแต่งเพลงก็เข้าตามวาระที่เกี่ยวข้อง
ผมจึงมีสถิติในด้านการไปโน่นไปนี่ โดยเฉพาะสถานที่เที่ยวที่ชอบซ้ำๆที่น่าทึ่ง เช่นไปเกาะเสม็ดเกิน 100 ครั้ง เกาะสีชังเกิน 30 ครั้ง ภูกระดึง 14 ครั้ง เกาะกูด 9 ครั้ง กางเต๊นท์นอนที่เขาใหญ่ ผากล้วยไม้ และห้วยลำตะคอง อีกหลายสิบ..นับไม่ถ้วนครั้ง และสถานที่อื่นๆในประเทศไทยอีกมากมายที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวชม แม้แต่สถานที่ๆคนปกติทั่วไปฝันว่าจะได้ไปเที่ยวสักครั้งสองครั้งในชีวิตอย่าง "หมู่เกาะสิมิลัน" ผมก็ยังมีโอกาสไปถึง 9 ครั้ง เรียกว่าเกิดมาเพื่อท่องเมืองไทยเลย


สงวนลิขสิทธิ์ภาพ
คนที่เป็นต้นคิดชักชวน และทำให้ผมรู้จักเกาะสิมิลันเป็นคนแรก เป็นนักแต่งเพลงดังที่ใครๆในประเทศนี้ก็รู้จัก คือ พี่นิ่ม สีฟ้า นั่นเอง ผมอยากจะเล่าถึงการมาสิมิลันครั้งแรกมากเป็นพิเศษ เพราะมีสิ่งที่ผมสามารถที่จะเป็น ผู้ยืนยันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ รวมทั้งทุกคนที่มีโอกาสไปสิมิลันครั้งแรกพร้อมผมในเดือน มีนาคม 2534 นอกจากพี่นิ่ม แล้ว ก็คือ แว่น จักราวุธ แสวงผล, ธเนศ วรากุลนุเคราห์, แอม เสาวลักษณ์, พี่ดี้ นิติพงษ์
เพราะในปี 2534 บริเวณหน้าหาดเกาะ 4 วันนั้น ยังมี ปะการังน้ำตื้น เป็นแนวยาวเหยียดทั้งหาด เป็นแนวปะการังที่แค่ใส่หน้ากาก Snorkel ว่ายน้ำออกไปแค่สักสิบเมตร ก็สามารถที่จะชมความงามใต้ท้องทะเลได้แล้ว มันเป็นแนวปะการังเขากวางและปะการังกุหลาบขนาดใหญ่ มีทั้งปลานกแก้ว ปลาการ์ตูน ดอกไม้ทะเล ฯลฯ ผมบอกได้เลยว่า เต็มหน้าหาด เป็นสวรรค์ของคนที่ชอบ Snorkel แบบไม่ต้องไปหาจุดชมที่ไซ้ท์อื่นเลย ด้านหลังเกาะสี่เอง วันนั้นก็มีปะการังอยู่นิดหน่อย คงเพราะคลื่นค่อนข้างแรง ไม่เอื้อให้ปะการังเติบโตเท่าด้านหน้าหาด และไม่สวยเท่าด้านหน้าหาด
เมื่อผ่านมาจนถึงวันนี้ มันอาจจะเป็นแค่คำบอกเล่า ที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ของเกาะสิมิลัน ว่ามันเคยมีอยู่จริง เพราะทุกวันนี้แนวปะการังหน้าหาดที่ผมบอก อยู่ในสภาพที่ "ไม่เหลืออะไรเลย" คิดไปว่าแม้แต่กระทั่งอธิบดีกรมป่าไม้ หรือแม้แต่หัวหน้ากองอุทยานแห่งชาติสิมิลันคนปัจจุบัน ก็คงไม่เคยได้เห็นสิ่งที่ผมเคยเห็นที่นี่
การตายของปะการังเกิดขึ้นในช่วงปี 2540 - 2541 ด้วยปรากฏการณ์ "เอลนีโญ่" ที่ทุกวันนี้เรารู้จักกันดี ความจริงมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ครั้งปี 2540 เรียกขานกันว่าเป็นเอลนิโญ่แห่งศตวรรษ และตกเป็นจำเลยแบบไม่มีข้อแก้ตัว เมื่อมันทำให้ปะการังที่สิมิลันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ฟอกขาว" คือเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดจางลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะเครียด เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ (เกิน 30.5–31 องศาเซลเซียส) และสุดท้ายปะการังทั้งหมดที่หน้าหาดสิมิลันก็ตายลงในเอลนีโญ่รอบนี้
เมื่อผมกลับมาเยือนที่นี่กับทริปดำน้ำลึก Scuba ในปีแรกหลังเกิดเอลนีโญ่ ผมลองเอาหน้ากาก Snorkel ลงไปดำดูที่หน้าหาด ก็ได้เห็นภาพที่ชวนให้เศร้าใจ คือตอนที่มันพังราบไปในปีแรก มันจะยังเห็นเป็นเศษซากสีดำๆกองเต็มแนวเดิมไปหมด และมีหอยเม่นกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ที่คงก่อกำเนิดมาเพื่อกินเศษซากปะกางรังเหล่านี้ตามระบบนิเวศน์ จนกระทั่งวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็หายไปหมด ราวกับว่ามันไม่เคยมีแนวปะการังกุหลาบและปะการังเขากวางเป็นแนวกว้างขนาดใหญ่อยู่ตรงนี้มาก่อน
ผมแอบคิดอยู่ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ มนุษย์อาจมีส่วนช่วยเร่งปฏิกิริยามันก็จริง แต่นึกถึงความเป็นจริงแท้แล้ว ผมคิดว่าต่อให้ไม่มีมนุษย์อยู่ในโลกนี้เลยสักคนเดียว ธรรมชาติมันก็ดำเนินความเป็นไปตามกฏของสรรพสิ่งอยู่ดี นึกถึงความจริงที่ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่แนวปะการังนี้ เมื่อเริ่มก่อกำเนิดมาเมื่อหลายร้อยหรือพันปีก่อน จะอยู่แบบเดิมไปชั่วกัลปาวสาน แต่ตามประสาคนรักธรรมชาติอะนะ เมื่อเห็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้สวยงามขนาดนี้ หายวับไปกับตา ก็อดที่จะเศร้าใจไม่ได้ ใช่..มันเกิดขึ้นในรุ่นเรา...
ไหนๆก็เล่าแล้ว อยากจะเล่าย้อนกลับไปในความทรงจำแนวขำๆส่วนตัวว่า...การมาถึงที่นี่ทริปแรกในปี 2534 มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ปกติอยู่นิดหน่อย คือตั้งแต่วันแรกที่ลงไปดำ Snorkel ผมเห็นปลากระเบนยักษ์ตัวหนึ่ง [Manta Ray] หางขาด มานอนเกยอยู่บนแนวหาดทรายในน้ำลึกสักสามสี่เมตร ผมว่ายวนดูอยู่เหนือตัวมัน พร้อมกับเห็นลูกตาที่ใหญ่ขนาดเท่ากำปั้น มองดูผม แบบเธอจ้องมองฉัน ฉันก็จ้องมองเธอ ผมดูอยู่ประมาณเกือบสิบนาที แล้วว่ายไปดูปะการังจุดอื่นๆอีกนาน แต่ก่อนจะกลับขึ้นไปบนหาด ผมก็ว่ายวนกลับมาดูเจ้ากระเบนอีกรอบ มันก็ยังอยู่ที่เดิม และเรา (ผมกับปลากระเบน) ก็ยังสบตากันเหมือนเดิม
วันต่อมา ตอนสายๆ ขณะที่ผมนั่งเล่นเอาขาคลุกทรายเย็นๆเช่นหมายิ้มตัวหนึ่งอยู่บนชายหาด ก็ได้ยินเสียงพี่นิ่ม สีฟ้า ตะโกนมาแต่ไกล เรียกผมให้ลงไปดูเจ้าแมนต้าเรย์ตัวนั้น ผมเลยบอกพี่นิ่มไปว่า ผมเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ พี่นิ่มก็ตอบกลับมาว่า "อ้าว แล้วทำไมไม่บอก" ผมหัวเราะ ไม่ได้อธิบายอะไรกับพี่นิ่ม แต่ในใจคิดไว้ว่ามันคงมีเหตุผลส่วนตัวอยู่สองอย่างที่ทำให้ผมเห็นแล้วเงียบ ไม่บอกใครเลย หนึ่งเพราะผมประเมินไม่ถูกว่ามันควรจะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นจนต้องไปบอกใครๆหรือเปล่า? ส่วนข้อสอง อันนี้สำคัญที่สุด! คือผมแอบหวังว่าจะไม่มีใครเห็นมัน เพราะตอนที่ผมกับเจ้ากระเบนสบตากัน ดูมันกลัวๆ คิดแบบใจเขาใจเรา ถ้าสมมติว่าผมโชคร้าย...หางขาด ก็ไม่อยากให้ใครมามุงดูผมเหมือนกัน และแอบหวังซ้ำไปอีกว่ามันอาจจะรอดก็ได้ พรุ่งนี้มันอาจไม่อยู่ตรงนี้แล้วก็ได้ และสุดท้าย เมื่อคณะผมกลับไปแล้ว ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าเจ้ากระเบนยักษ์ตัวนี้ มันจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร จะมีเจ้าหน้าที่อุทยาน พามันออกไปปล่อยในน้ำลึก หรือมันจะนอนตายอยู่ตรงนั้น จนเจ้าหน้าที่อุทยานต้องมาเก็บซากมันไปทิ้ง หรืออาจเป็นแบบอื่นๆที่ผมไม่อาจรับรู้
ในสิมิลันทริปแรกนี้ ยังมีวีรกรรมน้อยๆ ที่ผมทำไว้กับพี่เอก ธเนศ และแอม เสาวลักษณ์ ขออนุญาตไม่เล่าในเพจนี้ เพราะได้เล่าไว้ในหนังสือ "เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง" แล้ว ใครอยากอ่านกดเข้าไปดูรายละเอียดหนังสือได้ตามลิ้งค์ชื่อหนังสือเลยครับ ขอแอบขายของนิสนุง..
สิมิลัน ทริปที่สอง กับกลุ่มนูโว และใหม่ เจริญปุระ ปีถัดมา มกราคม 2535



.jpg)
แรงงานพม่า มาขอถ่ายรูปกับใหม่ สงวนลิขสิทธิ์ภาพนะครับ
หลังจากติดใจความสวยของสิมิลันในการไปครั้งแรกเมื่อปี 2534 พอถึงต้นปี 2535 ผมก็ได้กลับมาอีกครั้ง โดยมี โจ จอห์น ก้อง นูโว และใหม่ เจริญปุระ ร่วมทริปมาด้วย และมาครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเรียน Scuba Diving ของผม
ถ้าจะบอกว่า โจ กับ จอห์น นูโว เป็นแรงบันดาลใจให้ผมก็คงจะไม่ผิด เพราะสองคนนี้ ดำน้ำลึกให้เห็นต่อหน้าต่อตา เด็กดำเนินสะดวกที่อยู่กับน้ำกับคลองมาแต่เกิด เห็นแล้วรู้สึกอิจฉาตาร้อนใต้น้ำ ที่เห็นสองนักร้องดังลงไปในจุดที่ลึกๆได้ และอยู่ได้นานๆ เพราะมีอากาศหายใจจากแท๊งค์ออกซิเจน ผมนี่อาศัยความบ้านนอก ตีฟินลงไปจนถึงจุดที่โจ จอห์น ดำอยู่ ตอนนั้นยังไม่รู้จักการเคลียร์หู พอรู้สึกปวดๆหู ก็ต้องขึ้นมา
พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ บรรดาทีมนักแต่งเพลงสายคำร้อง เลยตัดสินใจเรียน Scuba Diving กันเป็นเรื่องเป็นราว โดยเรียนกับ ครูเรือง - ครูก้อ ของ บ. Dive Master ใช้สระของ Racquet Club ในซอยสุขุมวิท 39 ที่อยู่ใกล้ๆแกรมมี่ (เก่า) นั่นแหละ ทีม ว่าที่นักดำน้ำ หลักสูตร Open Water วันนั้นประกอบด้วย พี่ดี้ นิติพงษ์, พี่นิ่ม สีฟ้า, พี่อ๊อด กิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ, แว่น จักราวุธ, นัท ชนะ, มัสท์ กฤชยศ, เป็ด มนต์ชีพ และผม หลังจากเรียนสิ่งที่เป็นเบสิคที่สระ ก็ต้องไปสอบลงทะเลกันจริงๆที่พัทยา ความจริงมีเรื่องในทริปสอบดำน้ำที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย แต่ผมขอข้ามไปเลยนะครับ เพราะตั้งใจจะเขียนเรื่องเกาะสิมิลัน เอาเป็นว่าในที่สุด เราก็ไปตัดชุด Wet Suit , Dry Suit กัน พร้อมอุปกรณ์เบื้องต้น Mask, Fin และหมายมั่นปั้นมือจะกลับไปดำน้ำลึกที่สิมิลันกันนั่นเอง (ในส่วนของผมเอง ดำเยอะกว่าเพื่อนๆ เลยไปถึงการซื้อ Regulator และเสื้อ BC เป็นของตัวเอง มีกระเป๋าเกียร์ใบใหญ่ ครบครัน และได้ใช้คุ้มค่า เพราะไปดำไกลถึง สิปาดัน-มาเลเซีย, เกาะกากาบัน-อินโดนีเซีย)
.jpeg)


.jpg)
กลับมาสิมิลันครั้งที่ 3 ได้ลง Scuba Diving ครั้งแรกต้นปี 2537
สิมิลัน ครั้งที่ 4 ปี 2540 ทริปนี้มี อั๋น ภูวนาถ กับ นิโคล มาด้วย
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
ผมได้กลับมาดำน้ำที่สิมิลันอีกสองครั้ง....
ในปี 2541 ผมไปดำน้ำที่เกาะพีพี, จุดเรือจม King Cruiser ที่ภูเก็ต และที่ จ.กระบี่ ซึ่งมีไฮไล้ท์คือ หินม่วง หินแดง
ปี 2542 ลงเรือที่ จ.ระนอง เพื่อไปดำให้อาหารฉลามที่ Burma Bank ในเขตน่านน้ำของพม่า
ในทริปของทั้งสองปีนี้ ด้วยความที่เป็นทริปหลายวันหลายคืน และนอนบนเรือได้ เมื่อผ่านจากจุดที่ตั้งใจไปแล้ว มีเวลาเหลือ เรือก็จะเดินทางมาที่สิมิลัน เพราะเป็นแนวทะเลทางฝั่งอันดามันเหมือนกัน
สิมิลันเป็นสวรรค์ใต้น้ำของจริง หลายๆจุดดำน้ำที่นี่ สวยงามประทับใจไม่รู้ลืม ไม่รู้เหมือนกันว่าฝรั่งหรือคนไทยที่เป็นคนตั้งชื่อจุดดำน้ำเหล่านี้ เช่น Fantasy Reef, Chrismas Point, East Of Eden, West Of Eden ฯล แต่สะท้อนได้ถึงความงดงามของท้องทะเลในเขตน่านน้ำของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ตามประสาของคนที่ชอบเที่ยว มีเวลา มีคนที่อยากพามาให้เห็น ผมได้กลับมาแบบไม่ได้ดำน้ำลึกที่สิมิลันอีก 3 ครั้ง คือปี 2551 และ 2555 ครั้งล่าสุดที่ได้ไปคือปี 2558 รวมเป็น 9 ครั้ง รวมๆ ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะได้นอนบนเกาะสี่ ได้เก็บเกี่ยวสัมผัสกับธรรมชาติของเกาะสิมิลันอย่างเต็มที่ เมื่อมาถึงวันที่บันทึกเรื่องนี้ในปี 2569 ผมก็เพิ่งได้ทราบว่าทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้คนเข้าไปพักค้างคืนมาหลายปีแล้ว และเมื่อรู้ว่าไปแล้วจะไม่ได้ค้างคืน โอกาสที่จะกลับไปเป็นครั้งที่ 10 จึงจบไปโดยปริยาย เพราะผมได้รับสิ่งที่ดีที่สุด จากสิมิลันไปแล้ว
.jpg)
หาดเล็ก เกาะสี่ 2551
_JPG.jpg)

เกาะแปด - ชายหาดหน้าหินเรือใบ 2555
_JPG.jpg)
หน้าเกาะสี่ ปี 2558
มุมมองจากนักท่องเที่ยวแล ะฝ่ายอนุรักษ์หมู่เกาะสิมิลัน


_JPG.jpg)
_JPG.jpg)
เมื่อสวมหมวกของนักท่องเที่ยว ที่เคยได้มาสัมผัสสิมิลันในครั้งแรกๆ ผมยอมรับว่าตัวเองเคยคิดอยู่ในใจว่า ทางอุทยานแห่งชาติสิมิลัน น่าจะบริหารจัดการในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าที่ผมได้ส้มผัสมา นั่นก็เพราะขาดความเข้าใจในปัจจัยแวดล้อมมากมายเกี่ยวกับเกาะที่สวยงามล้ำค่าแห่งนี้
การได้มาที่นี่หลายครั้ง และได้นอนบนเกาะครั้งละ 2-3 คืน ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการบริการในบ้านพักของอุทยานแห่งนี้ ที่นี่ไม่ใช่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หรือแม้แต่อุทยานแห่งชาติทางทะเลอื่นๆของประเทศไทย ตำแหน่งที่ตั้งของเกาะสิมิลัน ที่อยู่ห่างไกลจากผืนแผ่นดินทั้งจากทาง จ.พังงา (ทับละมุ) หรือจากทางเกาะภูเก็ต เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างสรรค์ธรรมชาติที่มีความเป็นเอกลักษณ์ให้สิมิลันและตาชัยแบบที่ไม่สามารถพบเห็นได้จากเกาะอื่นๆในโลกนี้
ที่นี่มี "นกชาปีไหน" มี "ปูไก่" มี "ค้างคาวแม่ไก่" มี "ปูเสฉวน" ตัวเท่ากำปั้น นับร้อยตัว ออกมาเดินตอนพลบค่ำ คุณอาจจะเคยเห็นปูเสฉวนนับร้อยเดินบนหาดที่เกาะกระดาน จ.ตรัง แต่ตัวของน้องปูจะไม่ใหญ่เท่าของที่นี่ เรียกว่าขนาดคนละเบอร์อย่างชัดเจน สะท้อนถึงความดิบในธรรมชาติของหมู่เกาะสิมิลันและเกาะตาชัยได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ผมพบเห็นอยู่หลายครั้งคือ นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและฝรั่งเอง โดยเฉพาะครอบครัวฝรั่งที่พาลูกๆมาด้วย บางทีผมก็เห็นความซุกซนตามธรรมชาติของเด็ก เอากิ่งไม้เล็กๆไปแหย่ไปเขี่ยมันบ้าง ถึงฝรั่งส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี จบลงด้วยการดุ ห้ามปรามลูก แต่มันก็มีผลต่อสัตว์เหล่านี้ในการที่ต้องอยู่ร่วมกับมนุษย์ไปแล้ว อีกครั้งคือผมเคยเห็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง เมาเบียร์ (เตรียมมาเอง) แล้วเอานิ้วไปจิ้มเบาๆ บนตัวงูเหลือมขนาดย่อมๆที่เลื้อยมาขดตัวนอนแถวโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งตอนประมาณสองทุ่ม ที่เล่ามานี่เป็นสิ่งที่พบเห็นกับตาตัวเองนะครับ แล้วแต่ละวันแต่ละเดือนแต่ละปีที่ผ่านไป จะมีเหตุการณ์อะไรที่รบกวนสัตว์เหล่านี้อีกบ้าง คุณคงจะพอนึกภาพออก และตามความน่าจะเป็น มันย่อมมี!
เมื่อได้เห็นสิ่งเหล่านี้กับตา ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมทางอุทยานฯ ถึงไม่อยากให้มีไฟฟ้าบริการดึกมากนัก ประมาณสักสองทุ่ม ก็เริ่มงดจ่ายไฟแล้ว มันคือการบังคับทางอ้อมให้เราได้หลับได้นอนกันเร็วขึ้น จะได้ไม่ไปรบกวนระบบนิเวศน์ของสัตว์เหล่านี้ ที่มักจะออกมาปรากฏตัวตอนค่ำๆและกลางคืน โอ้วว..ผมเข้าใจแล้ว
อีกเรื่องที่นักท่องเที่ยวบ่นกันคือเรื่อง น้ำจืด ลองนึกดูนะครับ ระยะทางจากท่าเรือทับละมุ จ.พังงา หรือจากเกาะภูเก็ต มาที่สิมิลัน ขนาดนั่งสปีดโบ๊ทเครื่องแรงๆยังใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง การจะเตรียมน้ำจืดไว้บริการนักท่องเที่ยวจึงเป็นปัญหาใหญ่มากๆ ถ้าจะบริการให้เต็มรูปแบบ แบบที่เกาะเสม็ดทำ ก็คือต้องใช้เรือลำใหญ่ๆบรรทุกน้ำจืดมา มันอาจต้องใช้เวลาเดินทางแต่ละเที่ยวหกถึงเจ็ดชั่วโมง ต้นทุนน้ำจืดจะแพงมาก แต่สมมติเล่นๆ ว่าถ้าคิดแบบมหาเศรษฐีว่าไม่เป็นไร แพงก็พร้อมจ่าย ก็ลองมาดูปัญหาที่สอง
ถ้านักท่องเที่ยวคาดหวังว่าจะได้หลับนอนบนฟูกนุ่มๆ ผ้าปูเรียบขาวสะอาดแบบโรงแรมสามถึงห้าดาว มันคงไม่สามารถ และไม่เหมาะที่จะเกิดขึ้นได้ที่นี่ ผมไปสิมิลันทุกครั้ง ชอบที่จะนอนเต๊นท์ เพราะอยู่ใกล้ชายหาด ได้ยินเสียงคลื่นเสียงน้ำทะเลชัดๆ แต่ต้องใช้ห้องน้ำรวม มีลานอาบน้ำจืดกลางแจ้งให้ใช้ ลำพังตอนที่ผมอาบน้ำล้างตัวสระผม มันก็อาจจะซึมลงไปบนผืนทรายในเวลาไม่นานนัก แต่เมื่อเดินไปดูตามแนวที่เป็นบ้านพัก น้ำที่ไม่สะอาดเหล่านี้มันก็จะไหล และไปกองรวมๆกันจนเป็นทางน้ำเล็กๆ ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าทางน้ำนี้มันจะเหือดแห้งไปตรงจุดไหน หรือมันจะไหลลงสู่ที่ต่ำคือ ลงทะเล ตามธรรมชาติของน้ำ แต่บนเกาะเล็กๆแห่งนี้ ที่มีปู มีงู มีนกและสัตว์อื่นๆใช้ชีวิตอยู่ ผมเดาว่าพวกมันคงไม่ชอบกลิ่นและสภาพคราบสบู่ แชมพูเหล่านี้นัก การทำความสะอาดซักผ้าปูที่นอน ก็คงจะยิ่งสร้างปัญหาหนักเข้าไปอีก โอ้วว...ผมเข้าใจแล้วๆๆ
พูดได้เต็มปากว่า ผมเป็นหนึ่งในคนที่โชคดีที่สุด ที่เคยได้สัมผัสและรู้จักสิมิลันเป็นอย่างดี ถึงนาทีนี้ แปลกดีที่ผมรู้สึกดีใจที่ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้มีการพักแรมค้างคืนอีกต่อไป เพราะเหล่าสรรพสัตว์ที่แสนน่ารัก จะได้คุณภาพชีวิตของพวกเขาคืนกลับมา ไม่ต้องหวาดระแวงว่าเท้ามนุษย์คนไหนจะเผลอมาเหยียบย่ำเหมือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแบบไปกลับตั้งแต่เรือลำแรกเดินทางมาถึงประมาณสิบโมงเช้า และทุกลำต้องออกไปตอนบ่ายสามโมง ก็ดีเพียงพอ คุ้มค่าแล้วกับการได้มาเยือนที่นี่
ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ เพราะอยากเป็นผู้ประสานความเข้าใจ จากคนที่สวมหมวกคนละใบ หมวกใบหนึ่งของบรรดานักท่องเที่ยว หมวกอีกใบหนึ่งของฝ่ายเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และดูเหมือนว่าฝ่ายที่ควรจะลดละและปรับตัวน่าจะเป็นฝ่ายนักท่องเที่ยวมากกว่า คุณสามารถไปเก็บเกี่ยวความงามและสะดวกสบายได้จากโรงแรมห้าดาวติดชายหาดที่อยู่บนฝั่งแผ่นดิน หรือแม้กระทั่งมัลดีฟส์ แต่เมื่อมาถึงสิมิลันหรือตาชัย ต้องทำใจว่าที่นี่เป็นสวรรค์ก็จริง แต่เป็นสวรรค์ที่จะไม่มี Room Service ให้คุณแน่ๆ...

หาดเล็ก..ด้านหลังเกาะสี่

ชายหาดเกาะตาชัย ในเวลาที่นักท่องเที่ยวเดินทางกลับไปหมดแล้วตอนบ่ายสามโมง ภาพนี้ผมถ่ายไว้ตอนสี่โมงเย็นด้วยการถอดจิตไปบันทึกภาพนี้ไว้ได้ เป็นชายหาดที่เม็ดทรายละเอียดดูนุ่มละมุน น่าไปนอนเกลือกกลิ้งบนทราย เปลือยกายแหวกว่ายน้ำทะเลอย่างที่สุด... บนเกาะที่ไม่เคยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวค้างแรมได้แต่ไหนแต่ไร แห่งนี้ ฝากเอาไว้ให้ฝันๆกันนะครับ
Surak's Diary #2 10 ตุลาคม 2569
